ในปัจจุบันเทคโนโลยีการพิมพ์มีหลายรูปแบบ แต่ระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Digital Printing และ Offset Printing ซึ่งทั้งสองระบบมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของขั้นตอนการผลิต ต้นทุน และความเหมาะสมของงานพิมพ์ การเข้าใจความแตกต่างของงานพิมพ์ Digital กับ Offset จะช่วยให้สามารถเลือกวิธีการพิมพ์ที่เหมาะสมกับงานและงบประมาณได้มากที่สุด บทความนี้จะพาทุกท่านมาดูข้อแตกต่างของระบบการพิมพ์ Digital กับ การพิมพ์ Offset ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร แต่ถ้าหากสนใจสั่งงานพิมพ์ Offset ก็สามารถศึกษาเคล็ดลับสั่งงาน Offset ยังไงให้คุ้มค่าและตรงเปกได้ที่บทความนี้เลยค่ะ
งานพิมพ์ดิจิตอล กับ พิมพ์ออฟเซ็ต คืออะไร?
Digital Printing คือการพิมพ์ที่ส่งไฟล์จากคอมพิวเตอร์เข้าสู่เครื่องพิมพ์โดยตรง โดยไม่ต้องทำเพลทเหมือนระบบ Offset
จึงสามารถเริ่มพิมพ์ได้ทันที เหมาะกับงานที่ต้องการความรวดเร็ว หรือพิมพ์ในจำนวนไม่มาก
จุดเด่นของ Digital Printing
- ไม่ต้องทำเพลทพิมพ์
- เริ่มพิมพ์ได้ทันที
- เหมาะกับงานพิมพ์จำนวนน้อย
- สามารถแก้ไฟล์หรือเปลี่ยนข้อมูลได้ง่าย
ตัวอย่างงานพิมพ์ที่นิยมใช้ระบบ Digital เช่น นามบัตร, โบรชัวร์, แผ่นพับ, เมนูร้านอาหาร, และงานพิมพ์ด่วน เป็นต้น
ส่วน Offset Printing คือระบบการพิมพ์ที่ใช้เพลทแม่พิมพ์ถ่ายหมึกลงบนลูกยางก่อน แล้วจึงถ่ายลงบนกระดาษ
ระบบนี้เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมการพิมพ์ เนื่องจากสามารถพิมพ์งานจำนวนมากได้อย่างมีคุณภาพสูงและต้นทุนต่อชิ้นต่ำ
จุดเด่นของ Offset Printing
- สีสวยและคมชัด
- ควบคุมสีได้แม่นยำ
- เหมาะกับงานพิมพ์จำนวนมาก
- ต้นทุนต่อชิ้นถูกเมื่อพิมพ์เยอะ
ตัวอย่างงานที่นิยมพิมพ์ Offset เช่น แคตตาล็อกสินค้า, หนังสือ, กล่องบรรจุภัณฑ์, โบรชัวร์จำนวนมาก, และใบปลิว
พิมพ์ดิจิตอล กับ พิมพ์ออฟเซ็ต ต่างกันอย่างไร?
พิมพ์ดิจิตอล กับ พิมพ์ออฟเซ็ต ต่างกันหลักๆ ที่วิธีพิมพ์ ปริมาณงาน และความคุ้มค่า
Digital Printing พิมพ์จากไฟล์ลงบนกระดาษได้เลย ไม่ต้องทำเพลท จึงเหมาะกับงานจำนวนน้อย งานด่วน และงานที่ต้องแก้ไฟล์หรือเปลี่ยนข้อมูลบ่อย เช่น นามบัตร โบรชัวร์ไม่กี่ชุด เมนู หรือเอกสารด่วน
ส่วน Offset Printing ต้องมีขั้นตอนเตรียมเพลทก่อนพิมพ์ จึงเหมาะกับงานจำนวนมาก งานที่ต้องการคุณภาพสีสม่ำเสมอ และงานที่ต้องควบคุมต้นทุนต่อชิ้นให้คุ้มเมื่อพิมพ์เยอะ เช่น ใบปลิว แผ่นพับ แคตตาล็อก หนังสือ หรือโบรชัวร์จำนวนมาก
ตารางเปรียบเทียบระหว่างพิมพ์ดิจิตอล กับ พิมพ์ออฟเซ็ต ต่างกันอย่างไร?
| เปรียบเทียบ | Digital Printing | Offset Printing |
| วิธีการพิมพ์ | พิมพ์จากไฟล์โดยตรง | ใช้เพลทแม่พิมพ์ |
| ความเร็วในการผลิต | เร็วมาก | ต้องเตรียมเพลทก่อน |
| จำนวนการพิมพ์ | เหมาะกับจำนวนน้อย | เหมาะกับจำนวนมาก |
| ต้นทุนต่อชิ้น | สูงกว่าเมื่อพิมพ์เยอะ | ถูกกว่าเมื่อพิมพ์จำนวนมาก |
| คุณภาพสี | ดี | ดีมากและควบคุมสีแม่นยำ |
งานพิมพ์แบบไหนเหมาะกับ Digital Printing
งานที่เหมาะกับ Digital Printing คือ งานพิมพ์ที่ต้องการ จำนวนน้อย ผลิตเร็ว และปรับแก้ไฟล์ได้ง่าย เช่น
นามบัตร
ใบปลิว / แผ่นพับจำนวนน้อย
โบรชัวร์ไม่กี่ชุด
เมนูอาหาร
โปสเตอร์จำนวนน้อย
เอกสารอบรม / คู่มือ
การ์ดเชิญ / การ์ดขอบคุณ
สติ๊กเกอร์หรือฉลากแบบทดลองพิมพ์
งานพิมพ์ด่วนที่ต้องใช้ภายในวันหรือใช้เวลาไม่นาน
Digital Printing ยังเหมาะกับงานที่มี การเปลี่ยนข้อมูลแต่ละชิ้นไม่เหมือนกัน เช่น พิมพ์ชื่อผู้รับ รหัสสินค้า เลขรัน หรือข้อความเฉพาะบุคคล เพราะพิมพ์จากไฟล์ดิจิทัลได้โดยตรง ไม่ต้องทำเพลท
งานพิมพ์แบบไหนควรเลือก Offset Printing
งานที่ควรเลือก Offset Printing คือ งานพิมพ์ที่ต้องการ จำนวนมาก คุณภาพสีสม่ำเสมอ และต้นทุนต่อชิ้นคุ้มเมื่อพิมพ์เยอะ เช่น
โบรชัวร์
แผ่นพับ
ใบปลิวจำนวนมาก
แคตตาล็อก
หนังสือ / สมุด
โปสเตอร์
นามบัตรจำนวนมาก
เมนูอาหารหลายชุด
เอกสารบริษัทที่ต้องการมาตรฐานสีเหมือนกัน
กล่องบรรจุภัณฑ์หรืองานพิมพ์เชิงพาณิชย์บางประเภท
Offset Printing เหมาะมากกับงานที่ วางแผนผลิตล่วงหน้า และไม่ต้องเปลี่ยนข้อมูลทุกชิ้น เพราะต้องมีขั้นตอนเตรียมเพลทก่อนพิมพ์ แต่ข้อดีคือเมื่อพิมพ์จำนวนมากแล้วจะคุ้มค่า และได้งานที่สีคมชัด คุณภาพนิ่งกว่าตลอดทั้งล็อต
สรุป: พิมพ์ Digital หรือ Offset เลือกแบบไหนดี?
การเลือกใช้ Digital Printing หรือ Offset Printing ขึ้นอยู่กับจำนวนงานพิมพ์ งบประมาณ และระยะเวลาในการผลิต
- หากต้องการพิมพ์จำนวนน้อย และต้องการความรวดเร็ว Digital Printing เหมาะกว่า
- หากต้องการพิมพ์จำนวนมาก และต้องการต้นทุนต่อชิ้นต่ำ Offset Printing คุ้มค่ากว่า
ดังนั้นก่อนสั่งพิมพ์ ควรพิจารณาประเภทของงานและจำนวนการผลิต เพื่อให้ได้งานพิมพ์ที่คุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด






